วิธีการผลิตน้ำมันมะพร้าว

ถ้าจะให้ผู้เขียนอธิบายถึงวิธีการผลิตน้ำมันมะพร้าวแบบละเอียด คงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสำหรับผู้เขียนและผู้อ่าน ความยุ่งยากของผู้เขียนคือ ผู้เขียนรู้หลักการผลิตน้ำมันมะพร้าวบ้าง แต่ไม่ได้ทราบรายละเอียดมากนัก ทราบเพียงแต่ว่าจุดสำคัญที่เราควรพิจารณาและใส่ใจอยู่ตรงไหน ความยุ่งยากของผู้อ่านคือ ถ้าผู้เขียนอธิบายวิธีผลิตน้ำมันมะพร้าวแบบลงลึกรายละเอียดมากเกินไปจะเข้าใจยากและค่อนข้างน่าเบือ อีกทั้งไม่มีความจำเป็นที่เราต้องรู้รายละเอียดมากมาย เราก็สามารถเลือกใช้น้ำมันมะพร้าวที่ดีต่อสุขภาพได้เหมือนกัน

วิธีผลิตน้ำมันมะพร้าว มีอยู่หลายวิธีขึ้นกับวิธีการเฉพาะของผู้ผลิต แต่ถ้าจับประเด็นสำคัญได้ตามความเห็นของผู้เขียน สิ่งที่เราสามารถใช้พิจารณาคุณภาพของน้ำมันได้ง่ายๆมีดังต่อไปนี้

การสกัด

การสกัดน้ำมันมะพร้าวมีอยู่หลักๆ 3 วิธี คือ

สกัดเย็น (Cold Pressed) การทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจะใช้วิธีหมุนเหวี่ยง (Centrifuge อ่านว่า เซนตริฟิวก์) โดยนำเนื้อมะพร้าวมาทำเป็นน้ำกะทิเสียก่อน จากนั้นจะนำน้ำกะทิไปเหวี่ยงเพื่อให้เกิดการแยกชั้นระหว่างน้ำมันกับน้ำ เสร็จแล้วก็ตักแยกน้ำมันออกมา น้ำมันที่ได้จากมีสีขาวใสเหมือนน้ำเปล่า ปริมาณน้ำมันที่ได้ไม่มาก ส่งผลให้น้ำมันมะพร้าวชนิดนี้มีราคาค่อนข้างสูง

สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้วิธีหมุนเหวี่ยงหรือบีบเนื้อมะพร้าว โดยใช้ความร้อนเข้าช่วย เพราะความร้อนจะช่วยให้น้ำมันออกจากเนื้อมะพร้าวได้ดีขึ้น ปริมาณน้ำมันจะได้มากกว่าแบบสกัดเย็น แต่คุณค่าทางอาหารหรือกรดไขมันอิ่มตัวจะน้อยกว่า น้ำมันมะพร้าวที่ได้จะมีสีเหลืองเพราะผ่านความร้อน

สกัดโดยใช้ความร้อน + ตัวทำละลาย จะใช้วิธีผสมสารละลายที่มีชื่อว่า เฮกเซน (Hexane) ลงในเนื้อมะพร้าว เฮกเซนจะทำให้สกัดน้ำมันมะพร้าวได้ปริมาณมากกว่าวิธีอื่น ต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งผลให้น้ำมันมีราคาถูก (แน่นอนว่าผู้ผลิตต้องมีกำไรเพิ่มขึ้น) น้ำมันที่ได้จะมีสีเหลือง อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ผู้ผลิตจำเป็นต้องแยกเฮกเซนออกจากน้ำมันด้วยวิธีการระเหยเอาเฮกเซนออกไป ดังนั้น ข้อเสียของการสกัดน้ำมันด้วยวิธีนี้จึงมีมาก เพราะต้องใช้ทั้งความร้อนและสารเคมี ส่งผลให้น้ำมันมะพร้าวมีคุณค่าทางอาหารที่ลดลง รวมถึงน้ำมันมะพร้าวที่ได้เคยผ่านการผสมด้วยตัวทำละลายที่เป็นสารเคมี ซึ่งถ้าเราทราบแบบนี้คงไม่ค่อยอยากจะบริโภคน้ำมันที่สกัดด้วยวิธีนี้เท่าไหร่ จริงไหมครับ? (แม้ทางวิทยาศาสตร์จะบอกว่าปลอดภัยก็เถอะ)

การทำให้น้ำมันมะพร้าวให้บริสุทธิ์

กระบวนการทำให้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ คือ การแยกเอาตะกอน สารเคมีที่ผสม น้ำ กลิ่นและรสชาติของน้ำมันมะพร้าวที่ได้จากกระบวนการสกัดให้หมดไป ทำให้น้ำมันมะพร้าวที่ได้มีความบริสุทธิ์มากขึ้น

การทำให้บริสุทธิ์ในแต่ละผู้ผลิตมีระดับที่แตกต่างกัน ในบางผู้ผลิตอาจกรองเพียงเอาตะกอนออกจากน้ำมัน บางผู้ผลิตอาจเติมสารเคมีบางตัวเพื่อกำจัดกรดไขมันอิสระที่เป็นสาเหตุของน้ำมันเสื่อมคุณภาพ ยิ่งทำให้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มาก ต้องใช้สารเคมีหลายชนิดและความร้อนมาก ส่งผลให้คุณค่าทางอาหารลดลง น้ำมันที่ได้จะมีสีใสเหมือนน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น แต่ไม่มีกลิ่นหรือรสชาติของมะพร้าวเหลืออยู่หรือเหลืออยู่น้อยมาก

การทำให้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ อาจทำให้น้ำมันดูดี กล่าวคือ ใสสะอาด ไม่มีตะกอน เสื่อมคุณภาพได้ยาก แต่จริงๆแล้วยิ่งเราทำให้น้ำมันบริสุทธิ์ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากเท่าไหร่ เรายิ่งได้น้ำมันที่ผ่านสารเคมีและความร้อนมาก ซึ่งหมายถึง น้ำมันมะพร้าวที่มีคุณค่าทางอาหารน้อยลง และประโยชน์ที่ได้ต่อร่างกายน้อยลงนั่นเอง

หลักการเตรียมตัวเดินทาง ก่อนที่จะทำการท่องเที่ยวในแต่ละสถานที่แปลกใหม่ !!

การเดินทางเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน โดยรูปแบบการเดินทางเองก็มีความแตกต่างกันไปแล้วแต่เป้าหมายที่ได้มีการตั้งเอาไว้สำหรับจุดหมายที่ได้ทำการเดินทางไป และในการเดินทางแต่ละครั้งเองก็จำเป็นที่จะต้องมี หลักการเตรียมตัวเดินทาง เอาไว้สำหรับการเป็นแผนเดินทางเอาไว้ไม่ให้เกิดการหลงทางที่จะทำให้เสียเวลาการท่องเที่ยวของตัวเอง

ในเรื่องของการเดินทางเพื่อที่จะไปท่องเที่ยวเองจากการที่จะต้องไปในสถานที่ ๆ อาจจะยังไม่รู้จักและคุ้นเคยในพื้นที่นั้นมากนักก็จำเป็นที่จะต้องมีการใช้ หลักการเตรียมตัวเดินทาง เอาไว้เพื่อให้การเดินทางนั้นมีแบบแผนมากยิ่งขึ้นและเพิ่มเวลาในการท่องเที่ยวให้มีมากกว่าเดิม จากการเตรียมการให้ดีก่อนที่จะเริ่มเดินทาง ในบทความนี้จะมาแนะนำ หลักการเตรียมตัวเดินทาง เบื้องต้นที่จะสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามสะดวก โดยจะมีดังนี้

  1. การสำรวจแผนที่สถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังไป
    การที่จะท่องเที่ยวนั้นก็จำเป็นที่ต้องมีการเปิดหาแผนที่แผนผังพื้นที่สถานที่ ๆ กำลังจะไปท่องเที่ยวเพื่อที่จะได้มีการขีดเส้นและวางแผนการเดินทางได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพราะในแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวเองก็มีหลากหลายแห่งสำหรับการท่องเที่ยวที่จะสามารเข้าชมหรือใช้บริการได้ ซึ่งการค้นหาแผนที่ต่าง ๆ เองก็สามารถค้นหาข้อมูลได้ตามหนังสือไกด์บุ๊คหรือภายในอินเทอร์เน็ต
  2. การมีคู่มือเดินทางติดตัวไว้เสมอ
    การท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่เองนอกจากจำเป็นต้องมีการสำรวจพื้นที่ก่อนแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องมีการหาคู่มือของแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวมาเอาไว้สำหรับการเป็นข้อมูลในแต่ละสถานที่ ๆ กำลังท่องเที่ยวและอาจจะมีข้อมูลทั่วไปที่ใช้ในการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน , กฎหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องรู้เอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลให้การเดินทางต้องหยุดชะงักได้
  3. การตรวจสัมภาระสิ่งของที่นำไปด้วยให้ดีก่อน
    สัมภาระหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่อาจจะเป็นเครื่องใช้ส่วนตัวหรือสิ่งของทั่วไปที่เอาไว้ใช้สำหรับการเดินทางพกติดตัวไว้และสิ่งที่สำคัญสำหรับคนที่มีโรคประจำตัวเองก็จำเป็นที่จะต้องมีการพกยาเอาติดตัวไปด้วยเสมอเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลให้โรคของตัวเองนั้นกำเริบขึ้นมาจึงจำเป็นจะต้องมีเช็คให้ดีก่อนที่จะทำการเดินทางและพกยาประจำตัวติดตัวเอาไว้เสมอ
  4. การเตรียมเงินสำหรับการท่องเที่ยวเอาไว้ให้ดี
    การท่องเที่ยวในแต่ละสถานที่เองก็มีการจะต้องใช้เงินเป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทางเพื่อชำระค่ารถ ค่าที่พักหรือค่าอาหารการกินต่าง ๆ ก็จะต้องมีการเช็คเอาไว้ให้ดีก่อนที่จะทำการเดินทางถ้าเป็นการท่องเที่ยวภายในประเทศของตัวเองก็จะไม่มีปัญหาแต่หากเป็นการท่องเที่ยวในต่างแดนนั้นเรื่องของการมีสกุลเงินที่แตกต่างกันก็จำเป็นจะต้องเข้ามาศึกษาหาจุดแลกเปลี่ยนก่อนที่จะทำการเดินทาง
  5. การตรวจสอบร่างกายหรือโรคของตัวเองก่อนทำการเดินทาง
    ในเรื่องของการเดินทางเองก็จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจเช็คสภาพร่างกายก่อนที่จะทำการเดินทางเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะส่งผลให้ร่างกายเกิดการป่วยขึ้นและทำให้เกิดปัญหาในการเดินทางท่องเที่ยวที่เสียเวลาที่สำคัญไปได้ นอกจากนั้นการศึกษาสภาพอากาศของสถานที่กำลังจะไปท่องเที่ยวเองก็สำคัญอย่างมาก ดังนั้นแล้วก่อนการเดินทางไปในแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวเองก็จำเป็นจะต้องเช็คให้ดีก่อน

จาก หลักการเตรียมตัวเดินทาง ที่ได้มีการนำเสนอมานี้เองก็เป็นวิธีการที่จะมาช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวที่ได้มีการจัดขึ้นเกิดการติดขัดได้ดังนั้นแล้ว สามารถจะนำแนวทางหรือวิธีการเหล่านี้เองไปใช้ได้ตามความสะดวก